บ่นเรื่อยไป
เร็ว ๆ นี้ ผมได้เขียนโครงการ "ค่ายไอทีวิถีพุทธ" ขึ้นมีกิจกรรมหนึ่งชื่อล้อมวงคุย เป็นกิจกรรมที่มีทุกวันตลอดระยะเวลาเข้าค่าย ผมจับประเด็นเรื่องศึลข้อ ๒ กับการละเมิดลิขสิทธิ์ขึ้นมาเป็นประเด็นอยู่หนึ่งวัน ทำให้ผมนึกถึงศีลของพระขึ้นมา ของพระอันตรายกว่าฆราวาสนัก เพราะความผิดเรื่องขโมยนี่ร้ายแรงถึงขั้นขาดจากความเป็นพระ หรือที่ในภาษาพระว่า "ปาราชิก"
ความตอนหนึ่งจากหนังสืออริยวินัย
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒
โย ปะนะ ภิกขุ คามา วา อะรัญญา วา อะทินนัง...
"อนึ่ง ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้ว ประหารเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยบริภาษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย ดังนี้ ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้"
วิภังค์ (จำแนกความ)
ที่ชื่อว่า ทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ มีอธิบายว่า ทรัพย์ใดอันเจ้าของไม่ได้ให้ ไม่ได้ละวาง ยังรักษาปกครองอยู่ ยังถือกรรมสิทธิ์อยู่ว่าเป็นของเรายังมีผู้อื่นหวงแหน ทรัพย์นั้นชื่อว่าทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้
บทว่า ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย ได้แก่มีจิตคิดขโมย คือมีจิตคิดลัก
บทว่า ถือเอา คือ ยึดเอา เอาไป เอาลง ยังอิริยาบถให้กำเริบ ให้เคลื่อนจากฐาน ให้ล่วงเลยเขตหมาย
ที่ชื่อว่า เห็นปานใด คือ หนึ่งบาทก็ดี ควรแก่หนึ่งบาทก็ดี เกินกว่าหนึ่งบาทก็ดี
คำว่า เป็นปาราชิก มีอธิบายว่า ใบไม้เหลืองหล่นจากขั้วแล้ว ไม่อาจจะเป็นของเขียวสดขึ้นได้ แม้ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นแหละ ถือเอาทรัพย์อันเขาไม่ได้ให้ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย หนึ่งบาทก็ดี ควรแก่หนึ่งบาทก็ดี เกินกว่าหนึ่งบาทก็ดี แล้วไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร เพราะเหตุนั้นการ กระทำผิดตามสิกขาบทดังกล่าวจึงตรัสว่า เป็นปาราชิก
องค์แห่งอาบัติ
๑. เป็นของผู้อื่นเป็นชาติมนุษย์หวงแหนอยู่
๒. สำคัญรู้ว่า เป็นของผู้อื่นหวงแหนอยู่
๓. ของนั้นราคาบาทหนึ่งหรือราคากว่าบาทหนึ่งขึ้นไป
๔. จิตเป็นขโมย
๕. ลักได้ด้วยอวหาร (อาการที่ถือว่าเป็นลักทรัพย์) อย่างใดอย่างหนึ่ง
พร้อมด้วยองค์ ๕ นี้ จึงเป็นปาราชิก (บุพพสิกขาวรรณนา หน้า ๑๒๔)
ผมยกพระวินัย พร้อมคำขยายความมาเยอะเพราะหมายจะให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจถึงพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัตไว้ เพื่อจะสามารถใช้พิจารณากับประเด็นที่ผมยกขึ้นมาในเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์กับการผิดศีลในเรื่องการลักขโมยได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
หลายท่านอาจไม่เคยทราบว่า ปาราชิก นี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ นอกเหนือจากการเสพเมถุนที่ทุกคนเข้าใจ ก็ยังมีการลักขโมยนี้อีกหนึ่ง การฆ่าหรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่ามนุษย์อีกหนึ่ง การอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตนอีกหนึ่ง ๔ ข้อนี้เป็นอาบัติขั้นปาราชิกทั้งสิ้น ซึ่งพระอุปัชฌาย์ท่านจะสอนพระใหม่ตั้งแต่ก่อนที่จะออกจากโบสถ์ในวัดบวช เพราะเป็นข้อที่สำคัญต่อความเป็นพระเป็นอย่างยิ่ง เพราะผิดแล้วไม่มีโอกาสจะแก้ไขได้เลย
นอกเหนือจากความผิดจากเหตุข้างต้นแล้ว ยังมีอีกสองข้อที่เป็นอันตรายสำคัญของสมณะเพศคือ เรื่องการอยู่ในที่ "ลับตา" กับ "ลับหู" อีกสองข้อ เรื่องพระสงฆ์อยู่ในที่ลับตากับหญิงเพียงลำพัง นี้ถ้ามีบุคคลที่รู้ความมากล่าวว่าท่านผิดปาราชิก หรือสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างหนึ่งอย่างใด ภิกษุนั้นพึงถูกปรับด้วยธรรมนั้น ส่วนลับหู จะถูกปรับอาบัติได้ในสองฐานคือ สังฆาทิเสสหรือปาจิตตีย์ จึงขอเรียนเพิ่มเติมไว้ให้ทราบเผื่อบ้างครั้งเพื่อนผู้หญิงจะไปถวายสังฆทาน (ถวายพระรูปเดียวเรียก ปาฎิปุคคลิกทาน) หรือติดต่อพระจะได้ชวนเพื่อนผู้ชายไปด้วย เพือความสบายใจกันทั้งพระและโยมครับ
ปัจจุบันเราจะเห็นพระสงฆ์ใช้เทคโนโลยีร่วมกับการเผยแพร่ธรรมกันมากขึ้น ผมก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี รุ่นหลวงปู่หลวงพ่อก็ใช้เครื่องขยายเสียง ใช้เทปอัดพระธรรมเทศนาเผยแพร่ มาถึงรุ่นเราก็ใช้เว็บไซต์ ก็นับเป็นวิวัฒนาการที่เหมาะสมกับยุคสมัยและเข้าถึงผู้คนได้เป็นอย่างดี แต่อินเทอร์เน็ตมันเปิดกว้างมาก ผู้ใช้คงต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่น มีวิจารณญาณในการใช้งาน (พูดเรื่องเครื่องขยายเสียง แล้วผมก็คิดถึงสมัยพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมให้กับพระสงฆ์และคนจำนวน ๆ มาก อย่างครั้งแสดงธรรมให้กับพระอรหันต์สาวก ๑,๒๕๐ รูป เป็นต้น)
ย้อนกลับมาที่เรื่องลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เรื่องนี้ช่างเป็นเรื่องที่ล่อแหลมหรือหมิ่นเหม่กับวินัยข้อลักขโมยนี้อย่างมาก หากเราลองค้นหาข้อมูลเรื่องนี้บนเว็บไซต์ก็จะพอมีคนคุยถึงอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก มีข้อมูลว่าบริษัทใหญ่อย่างไมโครซอฟต์ก็ให้สิทธิ์การใช้ได้ฟรีกับองค์กรที่ไม่ได้ค้ากำไร ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็คงไม่ผิดถ้าพระจะใช้ แต่ที่นี้ซอฟต์แวร์ตัวอื่น ๆ ล่ะ ในความคิดผมประเด็นนี้มีอันตราย
ผมมารู้เรื่องประเด็นนี้ก็ตอนที่บวช ผมเองยังเคยเอาลีนุกซ์ทะเลไปลงแทนวินโดวส์ที่มีอยู่ในวัดเลยด้วยซ้ำ จนทุกวันนี้ผมก็ยังมีความสงสัยอยู่ในใจอยู่บ้างแต่ก็นึกถึงคำสอนที่ว่า ถ้าลังเลก็อย่าทำเลย การที่เราไม่ทำย่อมทำให้เราไม่ต้องมัวหมองถ้าเกิดสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ผิด ก็เหมือนกับตอนนี้เราไม่รู้ว่าสวรรค์มีจริงหรือไม่ นรกมีจริงหรือไม่ แล้วเราจะเลือกทำบุญหรือทำบาปดี แต่ถ้าคิดอีกด้าน แล้วถ้าเกิดนรกสวรรค์มีจริงล่ะ ถ้าทำบาปจะเป็นอย่างไร สู้ทำบุญไว้ไม่ดีกว่าหรือ
วันนี้ในที่ประชุมบริษัทเราคิดถึงการประชาสัมพันธ์ ผมก็เกิดความคิดพิเรนทร์นิด ๆ ขึ้นว่าถ้าผมยกเรื่องนี้ขึ้นเป็นประเด็นแล้วไปอาราธนาพระมหาสมปองและคณะมาเรียนอูบันตูที่คลัสเตอร์คิทพร้อมถวายภัตตาหารเพลล่ะจะเป็นอย่างไร จริงตอนนี้ผมก็ยังคิดถึงความเหมาะสมอยู่ จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงพอสมควรสำหรับพระสงฆ์ ผมไม่ได้ต้องการจะโจษอาบัติใคร แต่ผมอยากเห็นพระสงฆ์ทรงศีลบริสุทธิ์ เพราะพระท่านอาจจะผิดพลาดไปด้วยความประมาทหลงลืม เหมือนอย่างที่เราหลายคนใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์กันจนลืมไปว่ามันละเมิดลิขสิทธิ์อยู่
สุดท้ายถ้าพระสงฆ์รูปใดได้มาอ่านข้อความเรื่องนี้ ผมก็ขออาราธนาท่านพิจารณาซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการอย่างอูบันตู เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ธรรมะต่อไปครับ
Hits rate : 194
Create Date : 2010-01-26 22:11:51.591519
Last Modify : 2010-01-27 21:15:04.990126


